ศาสนาเป็นสถาบันที่สำคัญในสังคมไทย คนไทยมีความผูกพันกับสถาบันศาสนา
เพราะศาสนาเป็นเครื่อยึดเหนี่วยจิตใจ คนไทยมีจิตใจเอื้อเฟื้อกับศาสนาทุกศาสนา คนไทย
ส่วนใหญ่ ยอมรับศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมให้ศาสนา
อื่น ๆ ตั้งอยู่ในประเทศไทยได้ ซึ่งศาสนาก็เป็นบ่อเกิดที่สำคัญของขนบธรรมเนียมประเพณี
กฎเกณฑ์ ค่านิยม และวิถีชีวิตของคนไทยอีกครั้ง
ความหมายของศาสนา
ความหมายของพจนานุกรม ฉบับบราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 คำว่า
ศาสนา (Religion) หมายถึงลัทธิความเชื่อถือของมนุษย์อันมีหลัก คือ แสดงกำเนิด
และสิ้นสุดของโลก อันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์ประการหนึ่งแสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบาป
บุญอันไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิที่กระทำตามความคิดเห็นหรือ
ตามคำสั่งสอนในความ เชื่อถือนั้น ๆ
ความสำคัญของศาสนา
ศาสนาทุกศาสนามีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลในสังคม และอิทธิพล
ต่อสังคมดังนี้
1. เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่พึงทางใจ
2. เป็นแหล่งกำเนิดของจริยธรรม คือ การทำคุณงามความดี งดเว้นการทำความชั่ว
รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะเกิดความสุขทั้งต่อตนเองและสังคม
3. เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิต ศษสนาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต
การประพฤติปฏิบัติของสมาชิกในสังคม
4. เป็นกลไกลการควบคุมสังคม ศาสนาเป็นเครื่องควบคุมการกระทำผิดทั้งทางกาย
วาจาและใจ ด้วยหลักธรรมคำสั่งสอน ซึ่งกฎหมายไม่อาจทำได้ เพราะกฎหมายควบคุม
การทำผิดทางกายแต่คงไม่สามารถควบคุมจิตใจคนได้
5. เป็นแหล่งกำเนิดของศิลปวัฒนธรรม คนไทยมีความผูกพันกับวัดมาแต่สมัยโบราณ
จะเห็นว่าไม่ว่าศาสนาใดงานทางด้านสถาปัตยกรรม วรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม
ล้วนมาจากศาสนาทั้งสิ้น ส่วนใหญ่จะได้แรงบันดาลใจจากหลักธรรมะ เรื่อง นรก สวรรค์
ตลอดจนประเพณีต่าง ๆ ของศาสนานั้น ๆ ด้วย
6. ทำให้คนเป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์ คุณธรรม จริยธรรม จะช่วยหล่อหลอมให้คนเป็นคนที่
สมบรูณ์ปฏิบัติดีทั้งกาย วาจา และใจ
7. เป็นมรดกทางสังคม ศาสนาเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เพราะหลักธรรม ศาสนา
สถานตลอดจนพิธีกรรมต่าง ๆ บ่งชี้ถึงความเจริญหรือความเสื่อมของสังคมนั้น ๆ ได้
สาเหตุการมีศาสนา
1. ความต้องการทางหลักจิตใจ เพื่อให้มีสิ่งยึดเหนี่ยว เพื่อเป็นเป้าหมายในการกระทำ
ต่าง ๆ เช่นเพื่อให้มีกำลังใจในการดำเนินชีวิต
2.เกิดจากความกลัวมนุษย์ในสังคมดังเดิมหรือสังคมที่ยังไม่เจริญ จะกลัวปรากฎ
การณ์ธรรมชาติ หรือสิ่งลึกลับที่ตนหาคำตอบไม่ได้ จึงต้งหาทางขจัดความกลัว ด้วย
การบูชาเทพเจ้า การนับถือผี เป็นต้น
3. ความต้องการรู้แจ้งเห็นจริง เพื่อให้เกิดการหลุดพ้นทุกข์
4. เพื่อผลประโยชน์ของชุมชน โดยทุกคนปฏิบัติจากบรรทัดฐานเดียวกัน เพื่อจะ
ได้อยู่อย่างเป็นสุข
หน้าที่ของศาสนา
หน้าที่ของศาสนาสรุปได้ดังนี้
1. สร้างแบบของความประพฤติในแนวเดียวกัน เพราะทุกคนต้องปฏิบัติตาม
บรรทัดฐานที่คำสอนได้กำหนด
2. สร้างความสามัคคี ศษสนาช่วยทำให้บุคคลมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียว
กัน หรือมีความสามัคคีในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
3. ให้ประพฤติอยู่ในขอบเขตของศีลธรรม ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี มีศีลธรรม
มีความเมตตาต่อกัน
4. ให้ขวัญและกำลังใจ เป็นการให้กำลังใจในยามที่ต้องประสบความไม่แน่นนอน
ยากไร้หรือผิดหวังในชีวิต
5. ช่ายรักษาระเบียบ บรรทัดฐานที่ต้องปฏิบัติ มักจะสอดคล้องกับกฏเกณฑ์ของ
สังคมนั้น ๆ ทำให้คนมีจุดมุ่งหมายปลายทางตามที่สังคมได้กำหนด
ศาสนาทุกศาสนามีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลในสังคม และอิทธิพล
ต่อสังคมดังนี้
1. เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่พึงทางใจ
2. เป็นแหล่งกำเนิดของจริยธรรม คือ การทำคุณงามความดี งดเว้นการทำความชั่ว
รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะเกิดความสุขทั้งต่อตนเองและสังคม
3. เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิต ศษสนาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต
การประพฤติปฏิบัติของสมาชิกในสังคม
4. เป็นกลไกลการควบคุมสังคม ศาสนาเป็นเครื่องควบคุมการกระทำผิดทั้งทางกาย
วาจาและใจ ด้วยหลักธรรมคำสั่งสอน ซึ่งกฎหมายไม่อาจทำได้ เพราะกฎหมายควบคุม
การทำผิดทางกายแต่คงไม่สามารถควบคุมจิตใจคนได้
5. เป็นแหล่งกำเนิดของศิลปวัฒนธรรม คนไทยมีความผูกพันกับวัดมาแต่สมัยโบราณ
จะเห็นว่าไม่ว่าศาสนาใดงานทางด้านสถาปัตยกรรม วรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม
ล้วนมาจากศาสนาทั้งสิ้น ส่วนใหญ่จะได้แรงบันดาลใจจากหลักธรรมะ เรื่อง นรก สวรรค์
ตลอดจนประเพณีต่าง ๆ ของศาสนานั้น ๆ ด้วย
6. ทำให้คนเป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์ คุณธรรม จริยธรรม จะช่วยหล่อหลอมให้คนเป็นคนที่
สมบรูณ์ปฏิบัติดีทั้งกาย วาจา และใจ
7. เป็นมรดกทางสังคม ศาสนาเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เพราะหลักธรรม ศาสนา
สถานตลอดจนพิธีกรรมต่าง ๆ บ่งชี้ถึงความเจริญหรือความเสื่อมของสังคมนั้น ๆ ได้
สาเหตุการมีศาสนา
1. ความต้องการทางหลักจิตใจ เพื่อให้มีสิ่งยึดเหนี่ยว เพื่อเป็นเป้าหมายในการกระทำ
ต่าง ๆ เช่นเพื่อให้มีกำลังใจในการดำเนินชีวิต
2.เกิดจากความกลัวมนุษย์ในสังคมดังเดิมหรือสังคมที่ยังไม่เจริญ จะกลัวปรากฎ
การณ์ธรรมชาติ หรือสิ่งลึกลับที่ตนหาคำตอบไม่ได้ จึงต้งหาทางขจัดความกลัว ด้วย
การบูชาเทพเจ้า การนับถือผี เป็นต้น
3. ความต้องการรู้แจ้งเห็นจริง เพื่อให้เกิดการหลุดพ้นทุกข์
4. เพื่อผลประโยชน์ของชุมชน โดยทุกคนปฏิบัติจากบรรทัดฐานเดียวกัน เพื่อจะ
ได้อยู่อย่างเป็นสุข
หน้าที่ของศาสนา
หน้าที่ของศาสนาสรุปได้ดังนี้
1. สร้างแบบของความประพฤติในแนวเดียวกัน เพราะทุกคนต้องปฏิบัติตาม
บรรทัดฐานที่คำสอนได้กำหนด
2. สร้างความสามัคคี ศษสนาช่วยทำให้บุคคลมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียว
กัน หรือมีความสามัคคีในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
3. ให้ประพฤติอยู่ในขอบเขตของศีลธรรม ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี มีศีลธรรม
มีความเมตตาต่อกัน
4. ให้ขวัญและกำลังใจ เป็นการให้กำลังใจในยามที่ต้องประสบความไม่แน่นนอน
ยากไร้หรือผิดหวังในชีวิต
5. ช่ายรักษาระเบียบ บรรทัดฐานที่ต้องปฏิบัติ มักจะสอดคล้องกับกฏเกณฑ์ของ
สังคมนั้น ๆ ทำให้คนมีจุดมุ่งหมายปลายทางตามที่สังคมได้กำหนด
องค์ประกอบของศาสนา
องค์ประกอบที่สำคัญของศาสนามี 6 ประการดังนี้
1. ศาสดา คือ ผู้สถาปนา หรือผู้ประกาศศาสนา มีตัวตนอยู่จริง
- พระพุทธศาสนา มีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา
- ศาสนาคริสต์ มีพระเยซูเป็นศาสดา
- ศาสนาอิสลาม มีท่านบีมูฮัมหมัดเป็นศาสดา
2. ศาสนธรรม คือ คำสั่งสอนหรือคัมภีร์ที่รวยรวมไว้เป็นหลักของความเชื่อ เช่น
- พระพุทธศาสนา มี คัมภีร์พระไตรปิฎก
- ศาสนาคริสต์ มี คัมภีร์ไบเบิล
- ศาสนาอิสลาม มี คัมภีร์อัลกุรอาน
3. ศาสนบุคคล คือ สาวกผู้ปฏิบัติตามศาสนากิจสืบทอดศาสนา เช่น
- พระพุทธศาสนา มี พระภิกษุ และสามเณร
- ศาสนาคริสต์ มี บาทหลวง
- ศาสนาอิสลาม มี โต๊ะอีหม่าม
4. ศาสนพิธี คือ พิธีกรรมที่เป็นแนวในการประพฤติปฏิบัติของผู้ที่นับถือศาสนานั้น ๆ
5. ศาสนสถาน คือ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรม นอกจาก
นั้นยังเป็นศูนย์กลางเผยแผ่ศาสนา
6. สัญลักษณ์ คือ เครื่องหมายหรือสิ่งแทนศาสนา
ประเภทของศาสนา
การจัดประเภทของศาสนา จัดตามความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าและเทพเจ้า มี 5 ประการ
ดังนี้
1. เทวนิยม (Theism) นับถือพระเจ้า เช่น ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ลัทธิเต๋า เป็นต้น
2. เอกเทวนิยม (Monotheism) นับถือพระเจ้าองค์เดียว เช่น ศาสนายูดาห์
ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม
3. พหุเทวนิยม (Polytheism) นับถือพระเจ้าหลายพระองค์ เช่นศาสนาชินโต
ศาสนาพราหมณ์ ลัทธิขงจื๊อ เป็นต้น
4. อเทวนิยม (Atheism) ไม่สอนให้เชื่อในเรื่องพระเจ้าสร้างโลก หรือการให้คุณ
ให้โทษแก่มนุษย์ แต่สอนให้เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม และพึ่งต้นเอง เช่น ศาสนาพุทธ
องค์ประกอบที่สำคัญของศาสนามี 6 ประการดังนี้
1. ศาสดา คือ ผู้สถาปนา หรือผู้ประกาศศาสนา มีตัวตนอยู่จริง
- พระพุทธศาสนา มีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา
- ศาสนาคริสต์ มีพระเยซูเป็นศาสดา
- ศาสนาอิสลาม มีท่านบีมูฮัมหมัดเป็นศาสดา
2. ศาสนธรรม คือ คำสั่งสอนหรือคัมภีร์ที่รวยรวมไว้เป็นหลักของความเชื่อ เช่น
- พระพุทธศาสนา มี คัมภีร์พระไตรปิฎก
- ศาสนาคริสต์ มี คัมภีร์ไบเบิล
- ศาสนาอิสลาม มี คัมภีร์อัลกุรอาน
3. ศาสนบุคคล คือ สาวกผู้ปฏิบัติตามศาสนากิจสืบทอดศาสนา เช่น
- พระพุทธศาสนา มี พระภิกษุ และสามเณร
- ศาสนาคริสต์ มี บาทหลวง
- ศาสนาอิสลาม มี โต๊ะอีหม่าม
4. ศาสนพิธี คือ พิธีกรรมที่เป็นแนวในการประพฤติปฏิบัติของผู้ที่นับถือศาสนานั้น ๆ
5. ศาสนสถาน คือ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรม นอกจาก
นั้นยังเป็นศูนย์กลางเผยแผ่ศาสนา
6. สัญลักษณ์ คือ เครื่องหมายหรือสิ่งแทนศาสนา
ประเภทของศาสนา
การจัดประเภทของศาสนา จัดตามความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าและเทพเจ้า มี 5 ประการ
ดังนี้
1. เทวนิยม (Theism) นับถือพระเจ้า เช่น ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ลัทธิเต๋า เป็นต้น
2. เอกเทวนิยม (Monotheism) นับถือพระเจ้าองค์เดียว เช่น ศาสนายูดาห์
ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม
3. พหุเทวนิยม (Polytheism) นับถือพระเจ้าหลายพระองค์ เช่นศาสนาชินโต
ศาสนาพราหมณ์ ลัทธิขงจื๊อ เป็นต้น
4. อเทวนิยม (Atheism) ไม่สอนให้เชื่อในเรื่องพระเจ้าสร้างโลก หรือการให้คุณ
ให้โทษแก่มนุษย์ แต่สอนให้เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม และพึ่งต้นเอง เช่น ศาสนาพุทธ
1. พุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นที่พึ่งของคนไทยเป็นส่วนใหญ่
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนา
ที่คนไทยนับถือมากที่สุด โดยมีวัดเป็นศษสนาสถานที่สำคัญดังนี้
- เป็นศูนย์กลางการทำกิจกรรมของประชาชน
- เป็นสถานสงเคราะห์เด็ก เช่น วัดสระแก้ว
- เป็นสถาที่บำบัดโรคในระยะสุดท้าย เช่นวัดพระบาทน้ำพุ
- เป็นที่ประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น บวชนาค พิธีศพ ฯลฯ
2. วัดเป็นเสมือนโรงเรียนของคนไทยตั้งแต่โบราณมา ซึ่งสอนทั้งวิชาความรู้
ที่คนไทยนับถือมากที่สุด โดยมีวัดเป็นศษสนาสถานที่สำคัญดังนี้
- เป็นศูนย์กลางการทำกิจกรรมของประชาชน
- เป็นสถานสงเคราะห์เด็ก เช่น วัดสระแก้ว
- เป็นสถาที่บำบัดโรคในระยะสุดท้าย เช่นวัดพระบาทน้ำพุ
- เป็นที่ประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น บวชนาค พิธีศพ ฯลฯ
2. วัดเป็นเสมือนโรงเรียนของคนไทยตั้งแต่โบราณมา ซึ่งสอนทั้งวิชาความรู้
และหลักธรรม
3. เป็นแหล่งความรู้และวิทยาการต่าง ๆ เช่น
- สถาปัตยกรรม คือ การก่อสร้าง เช่นโปสถ์ วิหาร ฯลฯ
- ประติมากรรม คือ การปั้น - หล่อพระพุทธรูป ฯลฯ
- วรรณกรรม คือ งานเขียน เช่นมหาชาติคำหลวง ไตรภูมิพระร่วง ฯลฯ
- อธิพลต่อวิถีชีวิต เช่น การทำบุญ เวียนเทียน การตักบาตร ฯลฯ
- กำหนดแบบแผน มาตรฐานความประพฤติ ทำให้คนอยู่ในระเบียบ
3. เป็นแหล่งความรู้และวิทยาการต่าง ๆ เช่น
- สถาปัตยกรรม คือ การก่อสร้าง เช่นโปสถ์ วิหาร ฯลฯ
- ประติมากรรม คือ การปั้น - หล่อพระพุทธรูป ฯลฯ
- วรรณกรรม คือ งานเขียน เช่นมหาชาติคำหลวง ไตรภูมิพระร่วง ฯลฯ
- อธิพลต่อวิถีชีวิต เช่น การทำบุญ เวียนเทียน การตักบาตร ฯลฯ
- กำหนดแบบแผน มาตรฐานความประพฤติ ทำให้คนอยู่ในระเบียบ
แบบแผนที่ดีงาม
นอกจากนี้ อิทธิพลที่เกี่ยวกับความเชื่อ มีส่วนสำคัยทำให้คนประพฤติดี มีเมตตา
นอกจากนี้ อิทธิพลที่เกี่ยวกับความเชื่อ มีส่วนสำคัยทำให้คนประพฤติดี มีเมตตา
ไม่ทำบาป
เพราะคนไทยเชื่อ เรื่องบาป บุญ คุณโทษ เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม และเรื่อง
กรรมที่ทำในชาตินี้จะมีผลไปสู่ชาติหน้าจึงทำให้คนไม่กล้า ทำบาปเพราะกลัวว่าถ้าเกิด
ในชาติต่อไปจะมีผล ต่อความทุกข์
ความสุข
ศาสนากับสังคมไทย
สังคมไทยมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนามานานตั้งแต่สุโขทัยจนถึง
ปัจจุบัน เพราะมีส่วนสำคัญในการกำหนดวิถีการดำเนินชีวิต นอกจากพระพุทธ
ศาสนาแล้ว ประเทศไทยยังให้อิสระทางด้านศาสนา สังคมไทย จึงมีคนนับถือ
ศาสนาอย่างหลากหลาย ส่วนใหญ่จะนับถือตามบรรพบุรุษ ศาสนาที่สำคัญ
ของไทยมีดังนี้
ศาสนาสำคัญของไทย
ศาสนาที่สำคัญที่คนไทยนับถือ พอสรุปได้ดังนี้
1. พระพุทธศาสนา
2. ศาสนาพราหมร์ - ฮินดู
3.ศาสนาคริสต์
4. ศาสนาอิสลาม
การใช้หลักธรรมของศาสนาในการดำเนินชีวิต
สังคมไทยมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนามานานตั้งแต่สุโขทัยจนถึง
ปัจจุบัน เพราะมีส่วนสำคัญในการกำหนดวิถีการดำเนินชีวิต นอกจากพระพุทธ
ศาสนาแล้ว ประเทศไทยยังให้อิสระทางด้านศาสนา สังคมไทย จึงมีคนนับถือ
ศาสนาอย่างหลากหลาย ส่วนใหญ่จะนับถือตามบรรพบุรุษ ศาสนาที่สำคัญ
ของไทยมีดังนี้
ศาสนาสำคัญของไทย
ศาสนาที่สำคัญที่คนไทยนับถือ พอสรุปได้ดังนี้
1. พระพุทธศาสนา
2. ศาสนาพราหมร์ - ฮินดู
3.ศาสนาคริสต์
4. ศาสนาอิสลาม
การใช้หลักธรรมของศาสนาในการดำเนินชีวิต
ดังทำได้กล่าวมาแล้วว่า
ศาสนาทุกศาสนาสอนคนทำความดี ละเว้นความชั่ว
ถ้าศึกษา หลักธรรมของศาสนา แล้วจะเห็นได้ว่าศาสนาที่นับถือในสังคมไทย
จะมีทั้ง
พระพุทธศาสนา คริสต์อิสลามพราหมณ์ - ฮินดู
ล้วนมีความสอดคล้องกันในการปลูก
ฝังแนวทาง
ปฏิบัติให้แก่ศาสนิกชนเพื่ิอความเ็นพลเมืองดี ของสังคมไทย
การทำความดี ละเว้นความชั่ว
|
|||
พระพุทธศาสนา
|
ศาสนาคริสต์
|
ศาสนาอิสลาม
|
ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู
|
- โอวาทปาฎิโมกข์
ประกอบด้วยการละ ความชั่วทั้งปวง ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ - หลักธรรมที่เน้นเกี่ยว กับศีลธรรม เรียกว่า เบญจศีล-เบญจธรรม เบญจศีล (ข้อห้าม) 1. เว้นจากการฆ่าสัตว์ 2. เว้นจากการลักทรัพย์ 3. เว้นจากการประพฤติ ผิดในกาม 4. เว้นจากการผูดเท็จ 5. เว้นจาการเสพของ มึนเมา เบญจธรรม(ข้อปฏิบัติ) 1. ความมีเมตตากรุณา 2. ประกอบอาชีพด้วย ความสุจริต 3. ให้มีความสำรวม ในกาม 4. ความมีสัจจะ 5. มีสติสัมปชัญญะ |
หลักการทำความดี
ละเว้นความชั่วคือ หลักบํญญัติ 10 ประการ 1.มนัสการพระเจ้าเพียง องค์เดียว 2. ไม่ออกนามพระเจ้า โดยไม่สมเหตุ 3. จงถือวันพระเจ้าเป็น วันศักดิ์สิทธิ์ 4. จงนับถือบิดามารดา 5. อย่าฆ่าคน 6. อย่าทำผิดประเวณ๊ 7. อย่าลักขโมยทรัพย์ 8. อย่านินทาว่าร้ายผู้อื่น 9. จงมีความซื่อสัตย์ ต่อกัน 10. ความเป็นคนไม่โกรธ |
ตัวอย่างของการ
กระทำความดี 1. ไม่ทำบุญเอาหน้า เพื่อ หวังชื่อเสียง 2. ไม่เป็นคนหลงใน ชาติ ตระกูล 3. พูดความจริงต่อหน้า ผู้ปกครอง 4. บอกทางที่ถูกให้แก่ ผู้หลงทาง ตัวอย่างการทำความชั่ว 1. เล่นการพนนัน 2. กักตุนสินค้า 3. การผิดประเวณี แม้ว่า จะยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย 4. กินสัตว์ที่ตายเอง กิน หมู หรือสัตว์เชือด โดยไม่กล่าวนาม อัลเลาะห์ 5. กราบไหว้ผีสางเทวดา รูปบูชาอื่น ๆ ก้อนหิน ต้นไม้ ฯลฯ |
หลักจริยธรรมหลักศีลธรรม
ที่ควรปฏิบัติ 1. จงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ 2. ความอดกลั้น อดทน 3. ข่มใจ ระงับจิต มีสติ อยู่เสมอ 4. ไม่ลักขโมย 5. ใช้ปัญญาในการตัดสิน 6. เป็นผู้มีความรู้ 7. จงเป็นผู้ไม่โกรธ 8. มีความซื่อสัตย์ต่อกัน และกัน 9. ทำตนให้เป็นผู้มีความ บริสุทธิ์ ทั้งกายและใจ 10. การอดกลั้นอินทรีย์ |

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น