วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หน่วยที่ 11 ภูมิปัญญาไทย


ความรู้ความคิด ความเชื่อที่กลมกลืนกับวิถีชีวิตแบบไทยนั้น ล้วนมาจาก
บรรพบุรุษไทยที่ท่านได้ถ่ายทอดมาสู่ลูกหลานจนถึงปัจจุบัน เช่น การสร้าง
เรือนได้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ เครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ตลอดจน
อาหารไทย สมุนไพร การนวดแผนไทย อักษรไทย การร่ายรำ เพลงกล่อมเด็ก
ที้เป็นเอกลักษณ์ ฯลฯ สิ่งเหล่านีี้เป็นวัฒนธรรมสืบทอดมาจนปัจจุบัน เป็นที่รู้
จักของชาวโลก อันเป็นความชาญฉลาดในการสร้างสรรค์งานที่เราเรียกว่า
ภูมิปัญาไทย

 ภูมิปัญญาไทย
    มนุษย์ได้เลือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัย
ทำมาหากินมาเป็นเวลาช้านาน ได้เรียนรู้ พร้อมทั้งสร้างสรรค์วัฒนธรรม
ที่เหมาะสม อันนเนื่องมาจากการปรับตัว ได้สั่งสม ปรับเปลี่ยนแลกเปลี่ยน
วัฒนธรรมกัน สิ่งเหล่านี้เจึงเป็นภูมิปัญญาของไทยที่ได้สั่งสม สืบทอดเป็น
มรดก เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตจนถึงทุกวันนี้

      ความหมายของคำว่า ภูมิปัญญา และคำที่เกี่ยวข้อง
       ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ภูมิปัญญา
 (Wisdom) หมายถึง พื้นความรู้ความสามารถนอกจากนี้ ยังมีคำที่เกี่ยวข้อง
กับภูมิปัญญาหลากหลาย อาทิเช่นภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิ
ปัญญาชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน ผู้ทรงคุณภูมิปัญาไทย และ ปราชญ์
ชาวบ้าน เป็นต้น
      ภูมิปัญญาไทย หมายถึง ความรู้ ความสามารถ วิธีการ ผลงานที่คนไทย
ได้ศึกษา เก็บรวบรวมความรู้และจัดเป็นองค์ความรู้ ปรับปรุง พัฒนา ถ่ายทอด
จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดผลดีงาม มีคุณค่า มีประโยชน์ นำไป
แก้ปัญหาและพัฒนาชีวิตของคนไทยได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย
      ภูมิปํญญาท้องถิ่นหรือภูมิปัญญษชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน
หมายถึง สิ่งที่แสดงความรู้ ความคิด และการกระทำของบรรพบุรุษของเรา
เพื่อที่จะดำรงชีวิตรอดอย่างมีความสุข
          ดังนั้น การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงต้องศึกษาควบคู่ไปกับวัฒนธรรม
พื้นบ้าน เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องสอดคล้องสัมพันธ์กัน ในขณะเดียวกัน การศึกษา
วัฒนธรรมพื้นบ้านก็จะต้องเกี่ยวโยงกับงานที่ทำได้ง่าย ๆ คือ งานทำด้วยมือหรือ
งานหัตถกรรม และศิลปกรรมพื้นบ้าน
       ผู้ทรงภูมิปัญญาไทย หมายถึง บุคคลทีเป็นเจ้าของภูมิปัญญาชาวบ้าน
 แล้วนำภูมิปัญญานนั้นไปใช้ัประโยชน์เพื่อดำรงชีวิตได้สำเร็จ มีผลงานดีเด่น
 ได้รับการยกย่อยเป็นผู้เชี่ยวชาญสามารถถ่ายทอดเชื่อมโยงภูมิปัญญาแต่ละ
สาขาให้แพร่หลาย           
       ปราชญ์ชาวบ้าน หมายถึง บุคคลที่เป็นเจ้าของภูมิปัญญาชาวบ้าน
และนำภูมิปัญญาไปใช้ประโยชน์ในการ ดำรงชีวิตจนประสบความสำเร็จ
 สามารถถ่ายทอดเชื่อมโยงคุณค่าของอดีตกับปัจจุบันได้เหมาะสม
     
 ประเภทของภูมิปํญญา
         ภูมิปัํญญาไทย แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ชาติ และระดับท้องถิ่น
        1. ภูมิปัญญาระดับชาติ เป็นภูมิปัญญาที่พัฒนาสังคมไทยให้รอดพ้นจาก
วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ในอดีตเช่น การกอบกู้เอกราชโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
และการเสียแผ่นดินบางส่วนของประเทศไทย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อรักษาเอกราชชาติไทย ทำให้ประเทศไทยไม่ตกเป็นเมืองขึ้น
ของชาติตะวันตกในยุคล่าอณานิคม หรือจักรวรรดินิยม        
        2. ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน คือสิ่งที่แสสดงความรู้
ความคิดและการกระทำของบรรพบุรุษของเรา เพื่อที่ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

ลักษณะของภูมิปัญญาไทย
         ลักษณะของภูมิปัญญาไทย มีดังนี้
         1. ภูมิปัญญาไทย เป็นเรื่องใช้ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill)
ความเชื่อ (Belief) และพฤติกรรม (Behavior)
         2. ภูมิปัญญาไทย แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อมและคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ
         3. ภูมิปัญญาไทย เป็นองค์รวมหรือกิจกรรมทุกอย่างในวิถีชีวิต
         4. ภูมิปัญญาไทย เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหา การจัดการ การปรับตัว
การเรียนรู้ เพื่อคงวามอยู่รอดของบุคคล ชุมชน และสังคม
         5. ภูมิปัญญา เป็นแกนหลัก หรือกระบวนทัศน์ในการมองชีวิต เป็นพื้นความรู้
ในเรื่องต่าง ๆ
         6. ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเฉพาะหรือมีเอกลักษณ์ในตัวเอง
         7. ภูมิปัญญาไทยมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อการปรับสมดุลในพัฒนาการทาง
สังคมตลอดเวลา

คุณสมบัติของผู้ทรงภูมิปัญญาไทย
          คุณสมบัติของผู้ทรงภูมิปัญาไทย สรุปได้ดังนี้
          1. เป็นผู้มีคุณธรรม ได้การยอมรับจากบุคคลทั่วไป มีความรู้ความสามารถ
ทั้งด้านวิชาชีพ การพัฒนาท้องถิ่น และเป็นผู้ใช้หลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนาเป็น
เครื่องยึดเหนี่ยวในการดำรงชีวิต
          2. ขยันหมั่นเพรียร ไฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ได้ลงมือทอลองทำตามสิ่งที่ได้
ศึกษา จนประสบความสำเร็จเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แนะนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งเป็น
เอกลักษณ์ที่โดดเด่น ชัดเจน ไปปรับปรุงใช้ในชุมชนสังคมอยู่เสมอ
          3. เป็นผู้นำท้องถิ่น คนในสังคมให้การยอมรับยกย่องนับถือ ช่วยเหลือผู้อื่น
เป็นอย่างดี สนใจแก้ไขปัญหาท้แองถิ่น หาทางช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างดี
          4. เป็นนักปกครองและประสานประโยชน์ของท้องถิ่น ทำให้คนในท้องถิ่น
เกิดความรัก ความเข้าใจความเห็นอกเห็นใจ และมีความสามัคคี ซึ่งจะทำให้ท้อง
ถิ่นหรือสังคมมีความเจริญ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งผลให้คนในท้องถิ่นผลฃิตผลงาน
ที่มีคุณค่า และเป็นที่ยอมรับ
         5. มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ เป็นวิทยากรรับเชิญไปภายนอก
 หรือมีประชาชนเข้ามาชมผลงาน และถ่ายทอดความรู้ให้เข้าใจเป็นอย่างดี
         6. เป็นผู้มีความรอบรู้ เชี่ยวชาญ ได้รับการยกย่อง สามารถสร้างผลงานใหม่ ๆ
ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจนได้รับการยอมรับจากสาธารณชน

สาขาภูมิปัญญาไทย
        การกำหนดสาขาภูมิปัญญาไทย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ
โดยภาพรวมภูมิปัญญาไทยสามารถแบ่งได้เป็น 10 สาขา ดังนี้
        1. สาขาเกษตร
        2. สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม
        3. สาขาแพทย์แผนไทย
        4. สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
        5. สาขาภาษาและวรรณกรรม
        6. สาขาศิลปกรรม
        7. ศาสนาและประเพณี
        8. สาขาการจัดการองค์กร
        9. สาขาสวัสดิการ
        10. สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน

ความสำคัญของภูมิปัญญาไทย
          คุณค่าของภูมิปัญญาไทยสืบทอดมาอย่างต่อเนื่องจากบรรพบุรุษุที่ได้
สร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้ชาติบ้านเมือง มีการดำรงชีวิตที่อยู่อย่างร่มเย็น
เป็นสุข ทำให้คนในชาติเกิดความรักและความภาคภูมิใจเพื่อสืบสานไปสู่อานาคต
สรุปความสำคัญได้ดังนี้
        1. สร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง พระมหากษัตริย์ไทยทรงใช้ภูมิปัญญา
ในการสร้างชาติ สร้างความเป็นปึกแผ่นของประเทศ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงปัจจุบัน
        2. สร้างความภาคภูมิใจ และเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของความเป็นไทย
         มวยไทย มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ปัจจุบันมีค่ายมวยอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก
         ภาษาและวรรณกรรม ช่ไทยมีภาษาผูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง วรรณ
กรรมเป็นที่รู้จัก มีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ สุนทรภู่เป็นนักปราชญ์ทางวรรณกรรม
บุคคลหนึ่งที่ได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒฯธรรมแห่งประชา
ชาติ (ยูเนสโก) เป็นกวีเอกของโลก
         อาหารไทย เป็นอาหารที่ชาวต่างชาติชื่นชอบและรู้จักกันแพร่หลาย อาทิเช่น
 ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ เป็นต้น
         สมุนไพรไทย เป็นที่รู้จักและยอมรับจากนานาประเทศ จนบาง ประเทศนำ
สมุนไพรไทยไปจดเป็นลิขสิทธิ์ของตนเอง
         3. การนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตอย่างเหมาะสม ทำให้รู้จัก
พึ่งพาอาศัยกัน ให้อภัยกัน
         4. การนำธรรมชาติมาใช้ในการดำรงค์ชีวิต เช่น อาหารไทย มักเป็น
อาาหาร หวาน มันมีกะทิเป็นส่วนประกอบ หากรัปทานมากก็จะทำให้เกิดท้องอืดได้
 ดังนั้น จึงมีการนำพืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ใบมะกูดมาใสเพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว
       5. การพัฒนาชีวิตให้เหมาะสมกับยุคสมัย     
           ในยุคสมัย ได้มีการพัฒนาไปตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป 
ตัวอย่างเช่น คนในสมัยก่อนใช้เรือพาย เป็นพาหนะในการเดินทางแต่ปัจจุบัน
มีการพัฒนามาเป็นเรือที่ใช้เครื่องยนต์แทนทำให้การเดินทางรวดเร็วยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาการเดินทางให้หลากหลายวิธีมาก เช่นรถยนต์
เครื่องบิน รถไฟใต้ดิน เป็นต้น

ภูมิปํญญาไทยกับปัจจัยสี่
        1. ภูมิปัญญาไทยด้านอาหารเครื่องดื่ม (อาหาร)
        2. ภูมิปัญญาไทยด้านการแต่งกาย (เครื่องนุ่งห่ม)
        3. ภูมิปัญญาไทยด้านที่อยู่อาศัย (ที่อยู่อาศัย)
        4. ภูมิปัญญาไทยด้านสุขภาพอนามัย (ยารักษาโรค)

ภูมิปัญญาไทยด้านอาหาร เครื่องดื่ม

        สังคมไทยมีความอุดมสมบรูณ์ บรรพบุรุษได้จัดรูปแบบอาหารได้อย่างเหมาะสม
กับสภาพภูมิอากาศและสภาพของสังคมในแต่ละภาค ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้ระบบต่าง ๆ
ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้ร่างกายแข็งแรง ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ

1. ภาคกลาง อาหารของงภาคกลางเช่นน้ำพริกปลาทู แกงเลียง ต้มโคล้ง ต้มส้ม เป็นต้น
2. ภาคเหนือ เช่น น้ำพริกอ่อง ขนมจจีนน้ำเงี้ยว ข้าวซอย แคบหมู ไส้อั่ว แกงโฮะ เป็นต้น
3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เช่นส้มตำ ปลาร้า น้ำตก ลาบ ก้อย ซุบหน่อไม้
ข้าวเหนียว เป็นต้น
4. ภาคใต้ เช่นข้าวยำ แกงไตปลา แกงเหลือง ผัดสะตอ เป็นต้น

          ข้าวหนม เป็นข้าวผสมกับน้ำอ้อยหรือน้ำตาล คำว่า "หนม" แปลว่า หวาน
เมื่อรวมคำแล้ว ข้าวหนมจึงหมายถึงข้าวหวาน ต่อมาเสียงสั้นลงเป็น "ขนม"
ขนมไทย ในสมัยโบราณ มีส่วนผสมมาจากแป้งและน้ำตาล ต่อมา ในสมัยพระสม
เด็จพระนารายณ์มหาราชจึงเริ่มมีการทำขนมที่มีส่วนผสมของไข่ เช่น ทองหยิบ
ทองหยอด ฝอยทอง เป็นต้น และในปัจจุบันได้มีการประยุกต์ ดัดแปลงจนทำให้มี
ขนมไทยหลายหลายชนิดผลไม้ มีตลอดทั้งปี ทานได้ทุกฤดูกาลสมุนไพร สมุนไพร
ของไทยหลายหลากชนิดสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้ เช่น ใบเตบ ตะไคร้
 มะตูมกระเจี๊ยบ ขิง ดอกคำฝอย เป็นต้น ซึ่งแต่ละชนิดจะให้สรรพคุณแตกต่างกันไป
อาทิเช่น น้ำขิง ช่วยขับลมน้ำกระเจี๊ยบช่วยขับปัสสาวะ น้ำมะตูมทำให้เจริญอาหาร
 และบำรุงธาตุ เป็นต้นปัจจุบันมีปผู้นิยมดื่มน้ำสุนไพรกันมาก เพราะทำให้สุขภาพดี
และมีราคาถูก ถ้านักศึกษาสนใจสรรพคุณของสมุนไพรอื่น ๆ หาได้จากหนังสือ
ความรู้ด้านสมุนไพรที่มีอยู่มากมายและหลากหลาย นอกจากนี้ อาจค้นคว้า
เพิ่มเติมได้จากอินเตอร์เน็ต

ภูมิปัญญาไทยด้านการแต่งกาย
        บรรพบุรุษไทยได้สั่งสมภูมิปัญญาจากกระบวนการเรียนรู้ ทดลองพัฒนาจาก
ธรรมชาติจนสามารถผลิตเส้นใยผ้า อุปกรณ์การทอผ้า ตลอดจนการย้อมผ้าให้มี
สีสันที่สวยงามจากผลิตภัณฑ์ ธรรมชาติ จนกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่มีคุณค่ามา
จนถึงปัจจุบัน เช่นต้นคราม ให้สีฟ้าอ่อน หรือสีคราม ขี้ครั่ง ให้สีแดง แก่นขนุน ให้สี
เหลือง ถึงเหลืองอมน้ำตาล ลูกมะเกลือ ให้สีเทา น้ำตาล จนถึงดำ ยอป่า ให้สีแดง
 ให้สีเหลือง

ภูมิปัญญาไทยด้านที่อยู่อาศัย
บ้าน คือ ที่อยู่อาศัย ซึ่งนับเป็นความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต การสร้างที่อยู่อาศัย
ของไทย มีรูปแบบที่หลากหลายตามสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่น การสร้างบ้าน
จะสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของคนในท้องถิ่นสภาพสังคม เศรษฐกิจ คติความเชื่อของ
ผู้สร้าง แม้ว่าที่อยู่อาศัยของคนไทยทั้ง 4 ภาค จะไม่เหมือนกัน
           ตัวอย่างเช่น ที่อยู่อาศัยของคนภาคกลาง ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านยกพื้นสูงใต้
ถุนโล่ง มีหน้าต่าง และช่องลมจำนวนมากเพื่อรับลม คลายความร้อน ส่วนหลังคา
เป็นรูปจั่ว เพื่อปกป้องความร้อนจากดวงอาทิตย์ และให้ฝนไหลลงสู่พื้นได้รวดเร็วขึ้น
 และเก็บน้ำฝนไว้ใช้ดื่มกินความแตกต่างของบ้านสี่ภาค แตกต่างและมีลักษณธดังนี้

ภูมิปัญญาไทยเกี่ยวกับความคิดและความเชื่อ
    สังคมไทยมีความเชื่อในเรื่องของกฎแห่งกรรม จากหลักคำสอนทางศาสน
เชื่อหลักการเวียนว่ายตายเกิดอิทธิของดวงดาว จักรราศรี แม้ว่าในสังคมยึคใหม่จะ
เชื่อในเรื่องวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่ความเชื่อเก่า ๆก็ยังมีอิทธิพลของอยู่ ซึ่งสังคม
ไทยมีความเชื่ออยู่ 3 เรื่อง คือ

1. ความคิด ความเชื่อเกี่ยวกับวันเกิด
      คนไทยมีความเชื่อ วัน เดือน ปีเกิด เวลาตกฝาก มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต
ของคน ดังนี้
     คนเกิดวันอาทิตย์ มีอริยามธาตุราชสีห์ คือ มีความเป็นใหญ่ เข้มแข็ง รักควา
มเป็นอิสระ รักเกียรติยศ ศักดิ์ศรี
    คนเกิดวันจันทร์ ได้รับอธิพลจากดวงจันทร์ มีลักษณะนิ่มนวล อ่อนหวาน
ใจเย็น มีเสนห์ อารมณ์อ่อนไหว
    คนเกิดวันอังคาร มีความกล้าหาญ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ชอบต่อสู้
    คนเกิดวันพุธ เชื่องช้า ความจำดี อยู่ในโอวาท สุภาพ ช่างคิด
    คนเกิดวันพฤหัสบดี ชอบศึกษาหาความรู้ เฉลียวฉลาด มีเมตตา โอบอ้อมอารี
    คนเกิดวันศุกร์ เป็นคนรักสงบ รักหมู่คณะ ชอบความรื่นเริง ความสวยงาม รักศิลปะ
    คนเกิดวันเสาร์ เ็นคนอดทน รักสันโดษ ช่างสังเกต ระมัดระวัง เป็นต้น

2. ความคิดเชื่อเรื่องการตั้งชื่อ
โดยทั่วไปมักนำวัน เดือน ปี เวลาตกฟากไปผูกดวงชะตาและตั้งชื่อ และนำไปให้
พระภิกษุที่มีความรู้ตั้งชื่อให้ เพราะเชื่อว่าชื่อมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ชื่อที่ดี
ไม่มีลักษณะกาลกิณี จะทำให้มีชีวิตที่ดีตรงกันข้าม ถ้าชื่อไม่เป็นมงคลกับวันเดือน
ปีเกิด จะทำให้ชีวิตมีอุปสรรค หรือพบกับความอัปมงคล

3. ความเชื่อเรื่องต้นไม้มงคล
ประเทศไทยมีต้นไม้หลายชนิดที่มีชื่อและความหมายเป็นมงคล คนไทยส่วนใหญ่
จึงมีความเชื่อว่าถ้านำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้านจะเกิดความเป็นสิริมงคล ตัวอย่าง
เช่น
       ต้นขนุน หมายถึง หนุนให้ดีขึ้น สนับสนุนให้เจริญก้าวหน้า
       ต้นทองหลาง หมายถึง การมีเงินทอง มีความร่ำรวย
       ต้นไผ่สีสุก หมายถึง ความสุขความเจริญ ปราศจากความทุกข์
       ต้นสัก หมายถึง ความมีเกียรติ มียศถาบรรดาศักดิ์
       ต้นราชพฤกษ์ หมายถึง ความยิ่งใหญ่ การมีอำนาจวาสนา

การส่งเสริมภูมิปัญญาไทยสรุปได้ดังนี้

    1. ให้ความยกย่องครูภูมิปัญญาไทย
    2. จัดให้มีแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาไทย เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งการเรียนรู้
ถ่ายทอดภูมิปัญญาของชุมชน
เช่น พิพิธภัณฑ์ควายไทย จังหวัดสุพรรณบุรี และพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี
จังหวัดพิษณุโลก
   3. จัดตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนการเรียนรู้ และเป็นที่ถ่ายทอดความรู้ของผู้ทรง
ภูมิปัญญา
   4. จัดตั้งกองทุนส่งเสริมภูมิปัญญาไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน
   5. ให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ภูมิปัญญาไทย เพื่อเป็นการพิทักษ์ผล
ประโยชน์ของชาติ
   6. จัดตั้งสถาบันเกี่ยวกับภูมิปัญญาไทย ให้ภูมิปัญญาไทยเป็นสถาบัน
ของชาติ เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและเผยแพร่ภูมิปัญญาไทย ให้บุคคล
ทั่วไปได้มีความรู้
   7. ยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทรงภูมิปัญญาทั้งระดับชาติและระดับโลก
ระดับชาติ ประกาศการย่องย่อยเชิดชูเกียรติ เช่น ศิลปินแห่งชาติ คนดี
ศรีสังคม บุคคลตัวอย่าง ในสาขาอาชีพต่างเป็นต้น
       ระดับโลก โดยองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชา
ชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรตินักปราชญ์ไทย ให้เป็นผู้มี
ผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2505 จนถึงปัจจุบัน ดังนี้

- กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2505)
- เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ (2506)
- พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (2511)
- พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2524)
- สุนทรภู่ (2529)
- พระยาอนุมานราชธน (2531)
- กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (2533)
- กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (2534)
- พระมหิดลลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชนก (2535)
- สมเด็จพระศรีนครินราบรมราชชนนี (2543)
- กุหลาบสายประดิษฐ์ (2548)
- พระธรรมโกศาจารย์พุทธทาสภิกขุ (2549)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น