วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หน่วยที่ 10 การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม

การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม



        สังคมและวัฒนธรรมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะความต้อง
การของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุดแต่การเปลี่ยนแปลงจะเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มา
เกี่ยวข้ิอง เช่น ระดับการศึกษาของคนในสังคมการสื่อสารคมนาคม ความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์ การนำมาเปลี่ยนแปลง

         วัฒนธรรมกับสังคมเป็นของคู่กัน ต้องไปด้วยกันเสมอ ถ้าสังคมเปลี่ยวัฒนธรรม

ก็เปลี่ยนสังคมก็เปลี่ยนมีผลเกี่ยวเนื่องกัน ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นการ
ค้นพบ การประดิษฐ์ การขัดแย้ง การแข่งขัน
         การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และวัฒฯธรรมมีผลทำให้ระบบ รูปแบบทางสังคมและ
วิถีชีวิตของมนุษย์ทั้งที่เป็นวัตถุและไม่ใช้วัตถุเปลี่ยนแปลง 

ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต 

       วัฒนธรรมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด เนื่องจาก

ปัญหาที่มนุษย์ประสบอยู่ในสังคมเป็นประจำ ประกอบกับมีความต้องการจะปรับปรุง
วิถีชีวิตของตนเองและครอบครัวใหมีสภาพดีขึ้นกว่าเดิม จะเห็นว่าวัฒนธรรมกับสังคม
ต้องไปด้วยกันเสมอ มีผลเกี่ยวเนื่องกัน
       โดยเฉพาะในระบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มี
ความสัมพันธ์กัฐโครงสร้างของสังคมด้วย เช่นการรับเอาแบบอย่างความเป็นอยู่ในเรื่อง
อาหารการกิน การแต่งกาย การพักผ่อนหย่อนใจ ฯลฯ โดยสิ่งเหล่านี้ไม่ถือเป้นการเปลี่ยน
แปลงทางสังคมเว้นเสียแต่การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม มีผลสะท้อนให้เกิดการเปลี่ยน
แปลงในระบบความสัมพันธ์ของบุคคลแตกต่างไปจากที่เคยเป็นอยู่มาแต่เดิม เช่น
         1. แต่เดิมความสัมพันธ์เป็นแบบใกล้ชิด เช่น การลงแขกทางการเกษตรแต่เมื่อมี

เทคโนโลยีเข้ามาความสัมพันธืของคนในสังคมก็น้อยลง 
        2.   เในอดึตสร้างบ้านเหมาะกับธรรมชาติต่อมาเลียนแบบตะวันตกเมื่ออากาศร้อน

ก็ต้องพึ่งแอร์คอนดิชั่น สิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนไป
        3. การละเล่นในอดีต เช่น รำวง คนมีความสัมพันธ์กันซึ่งแตกต่างจาการดูคอนเสิร์ต

ในปัจจุบันที่มีส่วนร่วมแต่ขาดความสัมพันธ์
 
วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
      การเปลี่ยนแปลงทางสังคมส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการตอบสนองความต้องการของ

มนุษย์เพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ผลที่ตามมาจะทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไป 
พอสรุปได้ดังนี้

สาเหตุการเปลี่ยนแปลง 
     1. ความต้องการปรุงแต่งวัฒนธรรม สังคมของตนให้เจริญงอกงามขึ้น มีการคิดค้น

วัฒนธรรมใหม่ ดัดแปลง

      2. การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เช่นสภาพดินฟ้าอากาศ ความแห้งแล้ง น้ำท่วม
 อากาศร้อนจัด หนาวจัดการเสื่อมสภาพของดิน การเปลี่ยแปลงดังกล่าวทำให้มนุษย์
คิดค้นสิ่งประดิษฐใหม่ ๆ เพื่อควบคุมการเปลี่ยนแปลงไป เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อป้องกัน
น้ำท่วมแต่เป็นการทำลายป่าไม้และสัตว์ป่า การดัดแปลงธรรมชาติ เช่น ตู้เย็น แอร์คอน
ดิชั่น ปล่อยสาร CFC ทำใหโลกร้อนเกิดสภาวะเรือกระจก ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไป
 สภาพสังคมวัฒนธรรมก็เปลี่ยนแปลงไป
      3. การเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของมนุษย์ โดยมนุษย์มีเชาว์ปัญญาสูง 
ทำให้เกิดการนึกคิดนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง มนุษย์จำเป็นต้องแสวงหาสิ่งตอบแทนสนอง
ความต้องการของงานที่เพิ่มขึ้น
  4. การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมทางสังคม เช่น ประชากรมีจำนวนมากขึ้น ทำให้มี
การแข่งขันกันสูง เกิดความขัดแย้ง (Class Conflict) เพิ่มมากขึ้น อันเป็นปัญหาที่มนุษย์
ต้องหาวิธีการสร้างระเบียบ เพื่อแก้ไขความยุ่งยากดังกล่าว ดังนั้น วัฒนธรรมของมนุษย์
ย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย เมื่อเกิดความขัดแย้งทางความคิด ตามหลักประชาธอปไตยคน
ในสังคมมีสิทธิชุมนุม แต่ต้องโดยสงบแต่ถ้าเกิดความวุ่นวายก็ต้องออกกฎหมายเพื่อ
ควบคุมให้เกิดความสงบซึ่งสังคมในอดีตมักใช้สันติวิธีการประนีประนอม แตกต่างจาก
ปัจจุบัน
      5. การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากสังคมอื่น ซึ่งเกิดจากความเจริญในด้านการสื่อสาร
การคมมนาคมติดต่อถึงกันเป็นอย่างสะดวกรวดเร็วการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากสังคมอื่น
จึงเป็นไปอย่างกว้างขวาง จะเห็นได้ว่าปัจจุบัน แฟชั่น การแต่งกาย เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
มาก เพราะความเจริญก้าวหน้า ของการสื่อสารนั่นเอง
       6. การพัฒนาการความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง
ทัศนคติความเชื่อแบบเดิมหันไปนิยมแบบใหม่ เพื่อต้องการให้เป็นผู้ที่เรียกว่า ทันสมัย
ไม่ล้าหลังมีการปรับปรุงแนวคิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ
       7. วัฒนธรรมอาจเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากความประสงค์ของผู้มีอำนาจ เช่น 
คำผูดที่ว่า "เชื่อผู้นำ"ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายยกรัฐมนตรีของไทย 
ปี พ.ศ. 2481 - 2487
       วัฒนธรรมสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีอำนาจในช่วงสงครามโลกครั้งที่
จอมพลป. พิบูลสงครามมีอำนาจในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป. พิบูล
สงคราม นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ห้ามคนไทยกินหมาย ห้ามหญิงนุ่งโจงกระเบน และ
ชายหญิงออกจากบ้านต้องสวมหมวกจึงมีเพลงเชิญชวนเกิดขึ้นโดยกรมโฆษณาการ
(กรมประชาสัมพันธ์) เพื่อให้ทัดเทียมชาติตะวันตก
     8. การมองเห็นประโยชน์และความจำเป็นของสิ่งนั้น ๆ ทำให้รับเอาวัฒนธรรมนั้น ๆ
มาใช้ในการดำเนินชีวิต เมื่อประชาชนมากขึ้น มีความจำเป็นต้องอาศัยการผลิตแบบ
อุตสาหกรรม การใช้เครื่องจักรช่วยในการผลิตตามระบบโรงงาน(Factory System)
     จากสาเหตุดังกล่าวทั้ง 8 ข้อ จะเห็นว่าวัฒนธรรมจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาล

เวลาสถาพสังคม เศรษฐกิจการเมือง การศึกษา เทคโนโลยีใหม่ ๆ การเพิ่มขอ
งประชากร ฯลฯมีส่วนทำให้สภาพแวดล้อม สภาพจิตใจความเชื่อ ทัศนคติเปลี่ยนแปลง
ไป วัฒนธรรมจึงต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงเพื่อสอดคล้องตามไปด้วย
     ในการวิเคาระห์ถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แบ่งออกได้เป็น 2 ปัจจัย คือ
      1. ปัจจัยภายนอก
         1.1 การหลั่งไหลเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตก หรือวัฒนธรรมสมัยใหม่

 ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เรียบง่ายไม่สลับซับซ้อน ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้และรับ
วัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา
         1.2 การเปรียบเทียบวัฒนธรรมตะวันตกที่ไม่ซับซ้อน กับวัฒนธรรมดังเดิมของ

ท้องถิ่นซึ่งสลับซับซ้อน ลึกซึ้ง เข้าใจได้ยาก ส่งผลให้ละเลยและหลงลืมวัฒนธรรม
ดั้งเดิม เด็กยุคใหม่หลงลืมวัฒนธรรมมารยาทไทยซึ่งเป็นสิ่งดีงามไป แต่กลับไปเลียน
แบบวัฒนธรรมตะวันตก
         1.3 ความเจริญทางเทคโนโลยีที่เข้ามา เช่นการพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ นับเป็น
สื่ออันสำคัญที่ทำให้ชุมชนได้รับข่าวสารเรื่องราวต่าง ๆ เกิดการเรียนรู้ ยอมรับและปรับ
เปลี่ยนวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมุ่งความทันสมัย ไม่คำนึงถึงรากฐานวัฒนธรรมและ
ระเพณีดั้งเดิม
       2. ปัจจัยภายใน
          2.1 ความเจริญทางด้านสังคมและชุมชน จังหวัดได้มีการวางแผนโครงการด้าน

ต่าง ๆ ทำให้ท้องถิ่นเกิคความเจริญ มีความสะดวกสบายในด้านต่าง ๆ
          2.2 เมื่อสังคมและชุมชนมีการขยายตัวอย่างขวางขวางผู้คนหันไปสนใจเศรษฐ
กิจมากขึ้น เกิดการแข่งขันทำให้เกิดการหลงลืมกิจกรรมด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น
         2.3 ความไม่เข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นดังเดิม ไม่ได้ศึกษา ทำให้ยากต่อการปฏิบัติ
และขาดความกล้าในการปฏิบัติตามวัฒนธรรม รวมถึงการแต่งกาย ภาษาพูด ขนบธรรม
เนียมประเพณี
  
               ปัญหาที่เกิดขึ้นจากปัจจัยที่เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและวัฒนธรรม
 เป็นผลให้เกิดปัญหาทางสังคมขึ้นหลายประการ ยกตัวอย่างดังต่อไปนี้

          ปัญหายาเสพติด




       เป็นปัญหาที่เป็นอันตรายต่อบุคคล ครอบครัวและสังคม ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ 
มากมายทั้งทางด้านเศษฐกิจ สังคม ศีลธรรม วัฒนธรรมของชาติ
       

      ยาเสพติดให้โทษ หมายถึง สารหรือยาที่อาจเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ หรือจากการ
สังเคราะห์เมื่อเสพเข้าไปในร่างกายแล้ว จะทำให้ต้องตกอยู่ในอำนาจ หรือทาสสิ่งนั้น ทั้ง
ร่างกายและจิตใจต่อไป โดยไม่สามารถหยุดเสพได้ และปริมาณการเสพจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

        ยาเสพติดที่แพร่ระบาดในปัจจุบัน ได้แก่  
        1. ฝิ่น มอร์ฟีน โฮโรอีน เป็นยาประเภทกดประสาท ผู้เสพมีร่างกายซูบผอม

ตัวเหลือง อ่อนเพลียอามณ์เปลี่ยน
        2. ยาบ้า ยาอี ยาเค โคเคน เป็นยาประเภทกระตุ้นประสาท ผู้เสพจะมีอาการ

หงุดหงิด จิตสับสน หวาดระแวงคลุ้มคลั่ง
       3. ยาแอลเอสดี ดีเอ็มที เห็ดขี้ควาย กระท่อม กัญชา ประเภทหลอนประสาท

 ผู้เสพมีอาการประสาทหลอนหูแว่ว ควบคุมตนเองไม่ได้ในที่สุดมักจะป่วยเป็นโรคจิต
        สาเหตุของการติดยา สรุปได้ดังนี้  
         1. ปัญหาทางจิต มีความทุกข์ ขาดความอบอุ่น ครอบครัวแตกแยก 

เสพเพื่อคลายอารมณ์
         2. ปัญหาทางกาย เกิดความเจ็บป่วยทางกายปวดเมื่อย เสพเพื่อบรรเทา

อาการปวด
         3. ความอยากลอง อยากรู้อยากเห็น ความคึกคะนอง
         4. การชักชวนจากเพื่อนเดียวกัน หรือผู้ขายชักจูงให้เสพ
         5. ถูกหลอกลวง รู้เท่าไม่ถุงการณ์ อาจมาในรูปลูกอม ลุกกวาด นานเข้าก็ติด
         6. สิ่งแวดล้อม เนื่องจากอยู่ใกล้ชิดคนติดยา
         ผลกระทบของการติดยา มีดังนี้
         1. บั่นทอนสุขภาพและสติปัญญา ขาดกำลังคนในสังคมในการผลิต ในทาง

เศรษฐศาสตร์ลดลง
         2. ทำลายชื่อเสียง เกียรติยศต่อวงศ์ตระกูล พี่น้อง สังคมรังเกียจ
         3. เป็นผลเสียต่อสังคม เป็นต้นเหตุของปัญหาอาชญากรรม ความเสียหาย

แห่งชีวิตและทรัพย์สิน
         4. ผลต่อประเทศชาติ เป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจและความั่นคงของชาติ

 รัฐต้องเสียเงินมากมายในการป้องกัน ปราบปราม จัดสถานบำบัด รักษา แทนที่จะนำ
เงินมาพัฒนาประเทศ

         การป้องกันการและการแก้ไข
         1. จัดสถานที่บำบัดรักษายาเสพติด
         2. ติดตามผล เพื่อไม่ให้กลับไปเสพติดอีก
         3. การปลูกพืชอย่างอื่นแทนฝิ่น
         4. ให้การศึกษาเรื่องโทษของยาเสพติด
         5. เพิ่มโทษแก่ผู้ค้ายาเสพติดให้หนักขึ้น

       ลักษณะของครอบครัวแตกแยก

       ครอบครัวที่สัมพันธภาพสามีภรรยาเบี่ยงเบนจากปกติ เช่น ทะเลาะ ละทิ้ง 

หย่าร้าง มีความสัมพันธ์กันเพียงกฎหมายเท่านั้น สมาชิกในครอบครัวบางคนมี
พฤติกรรมเบี่ยงเบน เช่น ติดยาเสพติด ขโมยของ ครอบครัวที่ไม่จดทะเบียนสมรส 
ความขัดแย้งด้านค่านิยม (Value conflict) ทำให้อยู่กันไม่ได้ ขาดความรับผิดชอบ
ต่อครอบครัว ทำให้เกิดการไม่เป็นระเบียบในสังคม (Social disorgsnization) 
ก่อให้เกิดความขัดแย้งจนกลายเป็นปัญหาซึ่งมีผลเสียตามมา

       ผลจากปัญหาครอบครัว ส่งผลหลายด้าน เช่น


       1. ผลเสียต่อสภาพร่างกายและจิตใจของคู่สามีหรือภรรยา เช่น อาจมีการทำร้าย

 ทุบตีสมรรถภาพการทำงานลดลง ขาดความรัก ความอบอุ่น ขาดความรับผิดชอบ
       2. ส่งผลเสียทั้งร่างกายจิตใจแก่ลูกหลาน เช่น อาจถูกทำร้าย ทุบตี ถูกทอดทิ้ง 

ขาดความเชื่อมั่นความเว้าเหว่ พฤติกรรมเบี่ยงเบน
       ดังนั้น ครอบครัวทุกครอบครัวจึงควรมีความรักต่อกันเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เห็นใจกัน

 มีความเอื้อเฟื้อต่อกัน

ผลการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม 

        การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม มีผลต่อมนุษย์ดังนี้


        1. ด้านผลดี ทำให้เกิดการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ มีการเปลี่ยนแปลงและ

พัฒนาประเทศไปในทางที่ดีขึ้นเช่น การตัดถนน รถไไฟฟ้า สนามบิน ธุรกิจอื่น ๆ
 ทำให้เกิดการขยายเมือง



       2. ด้านผลเสีย ด้วยอัตราความเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไม่เท่ากัน เมื่อ
วัฒนธรรมทางวัตถุที่เจริญก้าวหน้า แต่วัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ เช่น ความคิด ความเชื่อ 
วิถีการปฏิบัติยังคงเป็นแบบเดิมๆ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการปรับตัว เช่น การขยายตัว
อุตสาหกรรมย่อมต้องปรับพร้อมกับการขยายตัวทางด้านการศึกษาเพื่อให้สอดคล้อง
สัมพันธ์กัน ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งไม่สามารถตามทันหรือปรับตัวเข้ากันไม่ได้ ก็จะเกิดการหัก
ล้างทางวัฒนธรรม (Culture lag) จากการปรับตัวไม่ทันนีี้ก็จะมีปัญหาตามมา เช่น ปัญหา
สิ่งแวดล้อม ปัญหาการว่างงาน ปัญหาการจราจร ปัญหาที่อยู่อาศัย ความเสื่อมโทรม
 เป็นต้นดังนั้น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม จึงควรเป็นไปอย่างสมดุลและ
สัมพันธ์กัน    



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น